จากบ้านหัวเวียงมาบ้านซอยกาติ๊บ….

The original article is in Thai

ก่อนจะมาอยู่ที่ซอยอารีย์
ครอบครัวของพ่อมาจากอยุธยา บ้านเดิมของคุณปู่และคุณย่าอยู่ริมแม่น้ำน้อยและเป็นเรือนแพ คุณปู่ของฉันเกิดเมื่อปีพุทธศักราช 2427 ที่ตำบลบ้านผักไห่ อำเภอเสนาใหญ่ เมืองกรุงเก่า และเริ่มรับราชการเมื่อปี 2444 โดยเป็นเสมียนชั้น 4 ที่อำเภอเสนาใหญ่ ในกรมเมืองกรุงเก่า กระทรวงมณฑลกรุงเก่า คุณย่าเล่าให้ฉันฟังว่าคุณปู่ได้รับเงินเดือนครั้งแรกในตำแหน่งเสมียน 16 บาท
คุณปู่รับราชการจนกระทั่งปีพุทธศักราช 2476 จำต้องออกรับพระราชทานบำนาญเมื่อมีอายุเพียง 49 ปีหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ตอนนั้นพ่อของฉันอายุ 10 ปีแล้ว ก่อนคุณปู่เกษียณจากตำแหน่งนายอำเภอนั้น บ้านของครอบครัวท่านอยู่ริมแม่น้ำน้อย ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นบ้านที่สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ยังคงแข็งแรงและมีคนอยู่อาศัยในปีปัจจุบันแม้บ้านจะอายุร้อยปีเศษ เวลาเดินในบ้านเสาสูงริมตลิ่งสร้างเตรียมรับน้ำหลากยังให้ความรู้สึกมั่นคงอยู่มาก ปัจจุบันบ้านหลังนี้เป็นของพี่ชายลูกคุณอา

คุณปู่พาครอบครัวจากพระนครศรีอยุธยามาเช่าบ้านอยู่ที่พระนคร (ชื่อของกรุงเทพมหานครเวลานั้น) ช่วงพ่อของฉันเข้าเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนสวนกุหลาบ เหลื่อมกันกับช่วงระยะเวลาที่คุณปู่เป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจากการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2481 แต่ในวันที่ 8 ธันวาคม พุทธศักราช 2484 ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่สงขลา ปัตตานี ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร และบางปู เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก การเรียนของพ่อและคุณอาช่วงมัธยมปลายจึงกระท่อนกระแท่นมากด้วยผลของสงคราม ตอนนั้นพ่อและอามาเรียนเตรียมวิทยาศาสตร์อยู่ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว พ่อเคยเล่าให้ฟังว่าพ่อเป็นนักเรียนเตรียมฯ รุ่นโตโจสงเคราะห์ ไม่ได้สอบไล่จริงเพราะในวันสอบไล่มีคำสั่งมาที่โรงเรียนว่านักเรียนที่มีเวลาเรียนถึงร้อยละ 60 ให้ถือว่าสอบไล่ได้

ภายหลังจากที่สงครามโลกสิ้นสุดลง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 กำหนดให้ราษฎรเป็นผู้เลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภาจำนวน 80 คน เพื่อทำหน้าที่เป็นสภาที่คอยตรวจสอบ กลั่นกรอง ให้คำแนะนำปรึกษาและยับยั้งการใช้อำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทน โดยเฉพาะในด้านนิติบัญญัติ และเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีการใช้ระบบ 2 สภา คุณปู่ได้รับเลือกตั้งและมีโอกาสทำหน้าที่สมาชิกพฤตสภาจากพระนครศรีอยุธยาประมาณ 1 ปี 5 เดือน จนกระทั่งมีรัฐประหารในปี 2490 และประกาศใช้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว)

ย้ายมาซอยกาติ๊บ
ถนนพหลโยธินเมื่อเริ่มสร้างเป็นทางหลวงแผ่นดินเพื่อเชื่อมพระนครกับลพบุรีและเปิดใช้งานในปี 2483 นั้นยังคงใช้ชื่อถนนประชาธิปัตย์ ได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็นถนนพหลโยธินในปี 2493 ซอยหลักในย่านคือซอยราชครูและซอยกาติ๊บ คุณปู่พาครอบครัวย้ายจากบ้านเช่าใกล้วัดบุรณศิริมาตยารามตอนคุณปู่อายุประมาณ 65 ปี พ่อสำเร็จแพทยศาสตร์บัณฑิตแล้วในปี 2492 ฉันคิดว่าช่วงนั้นคุณปู่คุณย่าคาดว่าครอบครัวจะขยายหลังจากลูกทั้งสี่เรียนจบและเริ่มมีครอบครัว จึงได้มาซื้อที่ปลูกบ้านในซอยกาติ๊บในอำเภอดุสิตขณะนั้น พวกพี่ที่เกิดก่อนฉันต่างจำได้ว่าซอยบ้านชื่อซอยกาติ๊บ ตอนฉันรู้ความนั้นซอยเปลี่ยนเป็นชื่อซอยอารี แบบไม่มี ย.ยักษ์การันต์

ดูจากรูปถ่ายเก่าของญาติผู้พี่ที่เกิดก่อนปี 2500 เท่าที่หาพบ รอบพื้นที่ที่คุณปู่คุณย่าซื้อไว้ที่ซอยกาติ๊บเพื่อปลูกบ้านของท่านและเรือนหอของคุณป้านั้นมีการปลูกบ้านไม้ของคนอื่นๆ ที่มาซื้อที่ก่อนหน้า ไม่มีบ้านที่เป็นอาคารปูนทั้งหลัง สำหรับบ้านที่คุณปู่คุณย่าปลูกเพื่ออยู่เองนั้นเป็นเรือนไม้ชั้นครึ่งทาสีเขียว มีขนาดเล็กกว่าบ้านที่อยุธยามาก เพราะมีเพียงห้องนอนใหญ่ของคุณปู่คุณย่าและห้องนอนอีกห้องเป็นของพ่อซึ่งยังเป็นหนุ่มโสด คุณลุงใหญ่ คุณป้า และคุณอาต่างก็แต่งงานและแยกปลูกบ้านเดี่ยวต่างหากในแปลงเดียวกัน ข้างรั้วนั้นคุณย่าให้ปลูกมะพร้าว ทั้งเพื่อบังสายตาจากภายนอก เป็นแหล่งอาหารและเป็นไม้ใช้สอย บ้านเขียวหลังนี้อยู่มาจนถึงปี 2547 จึงได้รื้อบ้านลง

ซอยอารีย์หลังปี 2500
คุณปู่คุณย่าย้ายเครื่องเรือนโบราณที่เป็นไม้มาจากหัวเวียงด้วย ฉันจำได้ว่าทึ่งกับกระจกของบานประตูตู้ว่าเป็นริ้วไม่เรียบและบางมาก ตอนรื้อบ้านเขียวที่คุณปู่คุณย่าเคยอยู่และเป็นเรือนหอของพ่อและแม่ที่ซอยอารีย์นั้น ฉันมีหน้าที่ต้องเก็บไม้เก่า บานประตู บานหน้าต่างไม้ รวมทั้งไม้พื้นกระดานแผ่นยาวประมาณ 3-4 เมตรที่ต้องรื้อทีละแผ่นและใส่ตัวเลขไว้เพราะเป็นไม้รางลิ้น เดี๋ยวจะประกอบร่างยาก ช่างต้องรื้อทะนุถนอมอยู่ไม่น้อยและนำมาตัดให้ประกอบพอดี เพราะจะนำไม้มาปูพื้นห้องของบ้านสร้างใหม่ของตัวเองและบ้านของน้องๆ ฉันนำเครื่องเรือนไม้ของคุณปู่คุณย่าที่อยู่ในบ้านเดิมมาชุบความสวยงามพร้อมกันกับงานประตูหน้าต่างโดยมีช่างเฟอร์นิเจอร์จากอยุธยาทำให้ เพื่อแม่ซึ่งอายุมากขึ้นเรื่อยๆ จะได้ไม่รู้สึกแปลกที่มากนักเวลาย้ายมาอยู่บ้านใหม่เพราะเครื่องเรือนยังคงเป็นของเก่าขัดสีใหม่ที่แม่คุ้นเคย รู้สึกขลังอยู่ไม่น้อยที่นำไม้ประตูหน้าต่างของบ้านเขียวมาขัดและลงสีธรรมชาติใช้งานต่อในบ้านสร้างใหม่

บ้านใหม่ข้างในเหมือนบ้านเก่านี้ฉันอยู่ตั้งแต่ปี 2547 จนทุกวันนี้จึงมีพื้นไม้กระดาน เตียงคุณปู่ ตู้คุณย่า และโต๊ะเขียนหนังสือพ่อ ชุดน้ำชาของขวัญแต่งงานของพ่อและแม่ รวมทั้งถ้วยชามโบราณที่ยังอยู่ในตู้คุณย่า สิ่งของและเครื่องเรือนเหล่านี้ไม่ใช่ของแต่งบ้าน แต่เป็นของที่คุณปู่คุณย่าเคยใช้จริง ทุกอย่างมีอายุมากกว่าฉันจนอยากยิ้มให้และเรียกพี่ ถ้าเครื่องเรือนและชุดน้ำชาที่บ้านพูดได้ คงมีเรื่องเล่าถึงชีวิตประจำวันในเรื่องอาหารการกินของชาวซอยอารีในวันเก่าก่อนที่คุณย่ากำกับดูแลและคุณอาผู้หญิงเป็นมือรองได้ดีกว่าฉันเป็นแน่ บางชุดใช้สำหรับเวลาเลี้ยงพระทำบุญที่บ้าน ชุดนี้แม่มักจะลงมือล้างเอง หรือไม่ก็เป็นคนเลี้ยงของฉันและน้องๆ เป็นคนล้าง ด้วยความที่กลัวว่าคนอื่นล้างให้แล้วจะบิ่นหรือแตก บางชุดสำหรับเลี้ยงแขกที่มาทำบุญ บางชุดใช้ในชีวิตประจำวัน ทุกครั้งที่เห็นจานชามชุดน้ำชารุ่นพี่ของฉัน พวกเรารวมทั้งแม่ยังรู้สึกสงบและร่มเย็นเหมือนวันเก่าก่อนภายในรั้วบ้านที่มีคุณปู่ คุณย่า พ่อ คุณลุง คุณป้า คุณอาผู้หญิงลูกพี่ลูกน้องของพ่อที่อยู่รั้วเดียวกันอยู่เสมอ



Discover more from À Table! e-Magazine นิตยสารออนไลน์ ครัวของคุณ

Subscribe to get the latest posts sent to your email.

Leave a comment